เที่ยวภูเก็ต แสงอาทิตย์สุดท้ายแห่งตะวัน
 
ทัวร์ทะเล ไปเช้าเย็นกลับ
ทัวร์ภูเก็ต เกาะพีพี เรือใหญ
ทัวร์ทะเล เกาะพีพี ไข่นอก เรือเร็ว
ภูเก็ตทัวร์ ล่องเรือ อ่าวพังงา
ท่องเที่ยวภูเก็ต พายแคนน
เที่ยวภูเก็ต เกาะรายา - เกาะเฮ
ทะเลภูเก็ต เกาะไข่นอก ไข่นุ้ย ไข่ใน
เที่ยวทะเล เกาะไข่นอก ไข่นุ้ย ครึ่งวัน
ภูเก็ต โชว์ภูเก็ตแฟนตาซ
ภูเก็ตท่องเที่ยว รอบเกาะ
ท่องเที่ยว เกาะสิมิลัน ท่าเรือทับละมุด
ท่องเที่ยวทะเล เกาะสิมิลัน ท่าเรือภูเก็ต
เที่ยวทะเล กระบี่ เรือใหญ
ทัวร์ทะเล กระบี่ เรือเร็ว
 
ทัวร์ภูเก็ต แพ็คเกจทัวร์
เกาะไข่นอก - เกาะพีพี - เที่ยวรอบเกาะ
เกาะพีพี ไข่นอก - แคนน
เกาะพีพี ไข่นอก - อ่าวพังงา
เกาะพีพี เรือใหญ่ - อ่าวพังงา
แฟนตาซี - เกาะพีพี ไข่นอก - อ่าวพังงา
อ่าวพังงา - เกาะพีพี ไข่นอก - รอบเกาะ
 
ข้อมูลภูเก็ต
เรื่องราวเกี่ยวกับ ภูเก็ต
ข้อมูล ตำบล ภูเก็ต
ประวัติ เรื่องราว สำคัญ
สถานที่ท่องเที่ยว ภูเก็ต
แหล่งชิมอาหารพื้นบ้าน ภูเก็ต
แหล่ง ซื้อ ของฝาก ภูเก็ต
เรื่องราว ภูเก็ตวันนี้
เรื่องเล่า ตำนาน กล่าวขาน
ภาพถ่าย สถานที่ท่องเที่ยว ภูเก็ต
 

ทัวร์ ภูเก็ต

ภูเก็ต »» การละเล่น ร็องเง็ง
................................................................................................................................................................................

การละเล่นร๊องเง็ง เป็นการเต้นรำของชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างของไทย มีวิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวสเปน โปรตุเกส ซึ่งนำมาแสดงในแหลมมลายู เมื่อคราวได้เข้ามาติดต่อการค้า จากนั้นชาวมลายูได้นำมาดัดแปลงและเรียกการเต้นรำแบบนี้ว่า “ร็องเง็ง” ซึ่งสมัยเริ่มแรกใช้เครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น คือ ฆ้องและรำมะนา ร้องเล่นเต้นรำกันในหมู่ชาวบ้าน ต่อมาเมื่อฝรั่ง จีน อาหรับเดินเรือเข้ามาค้าขายแถบแหลมมลายูได้นำเครื่องดนตรีเข้ามาผสม เมื่อร่วมบรรเลงก็เกิดเป็นสำเนียงดนตรีที่ผสมผสานตะวันตกกับตะวันออก

เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นสำหรับแนวดนตรีร็องเง็ง คือ ไวโอลิน แมนโดริน แอคคอร์เดี้ยน กลองรำมะนาใหญ่ กลองรำมะนาเล็ก ฆ้อง และบาราคัส (ลูกแซ็ก) สำหรับบทเพลงที่ใช้ร้องประกอบการแสดงร็องเง็งแต่เดิมใช้ "ปันตน" ซึ่งเป็นคำประพันธ์เก่าแก่ประเภทหนึ่งของชาวมลายู และชาวไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ปัจจุบันไม่นิยมร้องเพลงประกอบการแสดง

คำว่า “ร็องเง็ง” ไม่ใช่คำในภาษามลายู และไม่ทราบว่าเป็นภาษาใด แต่สันนิษฐานว่ามาจากเสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงนั่นเอง ซึ่งแต่ก่อนมีแต่กลองรำมะนากับฆ้อง เสียงกลองรำมะนาดัง ก็อง ก็อง และเสียงฆ้องดัง เง็ง เง็ง จึงเรียกการละเล่นตามเสียงของเครื่องดนตรีที่ได้ยินคือ “ก็องเง็ง” แต่คำว่า “ก็อง” ในภาษามลายูแปลว่า บ้าๆบอๆ ซึ่งมีความหมายไม่ค่อยมงคลนัก จึงออกเสียง แง็ง เป็น เง็ง ก็เลยกลายเป็นเรียกว่า “รองเง็ง” มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการเต้นร็องเง็งมาเป็นเวลาช้านานในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนยกเลิกการปกครอง 7 หัวเมืองภาคใต้ โดยที่นิยมเต้นกันเฉพาะในวังของเจ้าเมือง ในงานพิธีหรืองานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งในวังจัดให้มีขึ้นเป็นประจำ ต่อมาร็องเง็งได้แพร่หลายไปสู่ชาวบ้าน ประชาชนนิยมเต้นร็องเง็งกันมาก ถึงขนาดเป็นกิจกรรมบันเทิงในงานประจำปีแบบรำวงคือมีการจัดผู้เต้นฝ่ายหญิงไว้แล้วให้ผู้ชายซื้อบัตรขึ้นไปเต้นด้วย เป็นการเต้นรำสมัยใหม่เรียกว่า Joget modern ต่อมามีความเห็นกันว่าไม่ค่อยสุภาพและทำให้ศิลปะการเต้นร็องเง็งถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นการค้า Joget modern จึงเสื่อมความนิยมไปในที่สุด

จนมาถึงในปี พ.ศ. 2494 ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยท่านขุนวิเศษศึกษากรศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญร็องเง็ง ได้นำเพลงร็องเง็งดั้งเดิมมาฟื้นฟูปรับปรุงท่าเต้นจากร็องเง็งเดิม และนำออกแสดง ปรากฏว่าความสวยงามแปลกใหม่ได้ทำให้ร็องเง็งกลับมาได้รับความสนใจจากคนทั่วไปอีกครั้ง แต่มาในปัจจุบันกลับถูกทอดทิ้ง จนเหลือผู้ที่สอนร็องเง็งได้เพียงไม่กี่คน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ไม่ให้สูญหายจนแทบไม่มีร่องรอยเหมือนกับที่การแสดงพื้นเมืองอื่นๆ ได้สูญหายไปแล้ว