การละเล่นร๊องเง็ง เป็นการเต้นรำของชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างของไทย มีวิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวสเปน โปรตุเกส ซึ่งนำมาแสดงในแหลมมลายู เมื่อคราวได้เข้ามาติดต่อการค้า จากนั้นชาวมลายูได้นำมาดัดแปลงและเรียกการเต้นรำแบบนี้ว่า “ร็องเง็ง” ซึ่งสมัยเริ่มแรกใช้เครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น คือ ฆ้องและรำมะนา ร้องเล่นเต้นรำกันในหมู่ชาวบ้าน ต่อมาเมื่อฝรั่ง จีน อาหรับเดินเรือเข้ามาค้าขายแถบแหลมมลายูได้นำเครื่องดนตรีเข้ามาผสม เมื่อร่วมบรรเลงก็เกิดเป็นสำเนียงดนตรีที่ผสมผสานตะวันตกกับตะวันออก
เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นสำหรับแนวดนตรีร็องเง็ง คือ ไวโอลิน แมนโดริน แอคคอร์เดี้ยน กลองรำมะนาใหญ่ กลองรำมะนาเล็ก ฆ้อง และบาราคัส (ลูกแซ็ก) สำหรับบทเพลงที่ใช้ร้องประกอบการแสดงร็องเง็งแต่เดิมใช้ "ปันตน" ซึ่งเป็นคำประพันธ์เก่าแก่ประเภทหนึ่งของชาวมลายู และชาวไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ปัจจุบันไม่นิยมร้องเพลงประกอบการแสดง
คำว่า “ร็องเง็ง” ไม่ใช่คำในภาษามลายู และไม่ทราบว่าเป็นภาษาใด แต่สันนิษฐานว่ามาจากเสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงนั่นเอง ซึ่งแต่ก่อนมีแต่กลองรำมะนากับฆ้อง เสียงกลองรำมะนาดัง ก็อง ก็อง และเสียงฆ้องดัง เง็ง เง็ง จึงเรียกการละเล่นตามเสียงของเครื่องดนตรีที่ได้ยินคือ “ก็องเง็ง” แต่คำว่า “ก็อง” ในภาษามลายูแปลว่า บ้าๆบอๆ ซึ่งมีความหมายไม่ค่อยมงคลนัก จึงออกเสียง แง็ง เป็น เง็ง ก็เลยกลายเป็นเรียกว่า “รองเง็ง” มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการเต้นร็องเง็งมาเป็นเวลาช้านานในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนยกเลิกการปกครอง 7 หัวเมืองภาคใต้ โดยที่นิยมเต้นกันเฉพาะในวังของเจ้าเมือง ในงานพิธีหรืองานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งในวังจัดให้มีขึ้นเป็นประจำ ต่อมาร็องเง็งได้แพร่หลายไปสู่ชาวบ้าน ประชาชนนิยมเต้นร็องเง็งกันมาก ถึงขนาดเป็นกิจกรรมบันเทิงในงานประจำปีแบบรำวงคือมีการจัดผู้เต้นฝ่ายหญิงไว้แล้วให้ผู้ชายซื้อบัตรขึ้นไปเต้นด้วย เป็นการเต้นรำสมัยใหม่เรียกว่า Joget modern ต่อมามีความเห็นกันว่าไม่ค่อยสุภาพและทำให้ศิลปะการเต้นร็องเง็งถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นการค้า Joget modern จึงเสื่อมความนิยมไปในที่สุด
จนมาถึงในปี พ.ศ. 2494 ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยท่านขุนวิเศษศึกษากรศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญร็องเง็ง ได้นำเพลงร็องเง็งดั้งเดิมมาฟื้นฟูปรับปรุงท่าเต้นจากร็องเง็งเดิม และนำออกแสดง ปรากฏว่าความสวยงามแปลกใหม่ได้ทำให้ร็องเง็งกลับมาได้รับความสนใจจากคนทั่วไปอีกครั้ง แต่มาในปัจจุบันกลับถูกทอดทิ้ง จนเหลือผู้ที่สอนร็องเง็งได้เพียงไม่กี่คน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ไม่ให้สูญหายจนแทบไม่มีร่องรอยเหมือนกับที่การแสดงพื้นเมืองอื่นๆ ได้สูญหายไปแล้ว |